เมียนมา ระงับจ่ายหนี้ ตปท. คาดผลกระทบจำกัด 6 กลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทย
ธนาคารกลางเมียน สั่งลูกหนี้ระงับจ่ายหนี้ให้กับเจ้าหนี้ต่างประเทศ เพื่อสกัดเงินทุนสำรองที่ลดลงอย่างหนัก โบรกคาดกระทบบริษัทจดทะเบียนจำกัด
กรณีสื่อต่างประเทศรายงาน ธนาคารกลางเมียนมา ออกคำสั่งให้ธนาคารแจ้งลูกค้าระงับการจ่ายหนี้ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย แก่เจ้าหนี้ต่างประเทศ เพื่อรักษาปริมาณเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทต่างประเทศในเมียนมา มีเงินกู้ยืมในสกุลต่างประเทศอย่างน้อย 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเริ่มเห็นรัฐบาลเมียนมาเข้าควบคุมค่าเงินอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา
โดยรัฐบาลมีคำสั่งให้ผู้ที่มีรายได้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ แปลงสกุลเงินของตนเองเป็นเงินจ๊าต (เป็นสกุลเงินของเมียนมา) อัตราอ้างอิงธนาคารกลางที่ 1,850 จ๊าต/ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งของรัฐบาล เพื่อป้องกันความผันผวนของสกุลเงินจ๊าต
ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส เปิดเผยว่า จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า เห็นการลดลงต่อเรื่องของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ หลังจากที่ดอลลาร์แข็งค่ามากขึ้นในปีนี้ โดยเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2562 เหลืออยู่ที่ 2.22 แสนล้านเหรียญ และลดลงมาสุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่ -9.6% YTD
ขณะที่เงินบาทอ่อนค่ามาแล้ว 10% YTD โดยหากทุนสำรองยังลดลงต่อเนื่อง อาจมีแรงกดดันกระแสเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นได้ เฉพาะอย่างยิ่งหุ้นที่ต่างชาติถือครองสัดสวนที่สูง รวมถึงผลประอกอบการยังฟื้นตัวไม่ดี
อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวกระทบไทยจำกัด เนื่องจากไทยเป็นคู่ค้าเมียนมาใหญ่สุดอันดับ 2 รองจากจีน มีปริมาณการค้ามูลค่า 4.8 พันล้านเหรียญ กลับกันเมียนมามีสัดส่วนการค้ากับไทยเพียง 0.85%
หุ้นอะไรบ้างที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง
วัสดุก่อสร้างที่ส่งออกไปเมียนมา เช่น ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง เซรามิต และสินค้าวัสดุอื่น ๆ ในสัดส่วนไม่ถึง 5% ของยอดขายรวม โดย SCC ได้ยุติธุรกิจโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ไปตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบันสัดส่วนรายได้น่าจะลดลงจนแทบไม่มีนัยสำคัฐ
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มี 4 บริษัท
- ITD ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 7,843.6 ล้านบาท และถูกรัฐบาลยกเลิกสัมปทานตั้งแต่ 30 ธ.ค. 63 โดยยังไม่ได้มีการตั้งสำรองด้อยค่าโครงการดังกล่าว เพราะยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถเจรจากับรัฐบาลเมียนมาได้
- NWR มีลูกหนี้ค่าก่อสร้างโรงแรมในเมียนมาคงค้างอีก 191 ล้านบาท ซึ่งลูกหนี้จะทยอยชำระคืนตั้งแต่ ธ.ค. 2565 – 2579
- TTL มีการลงทุนโรงไฟฟ้า ถือหุ้น 40% ในโรงไฟฟ้า Ahlone#1 รับรู้ส่วนแบ่งประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี และอยู่ระหว่างลงทุน ในโรงไฟฟ้า Ahlone#2 แต่ยังไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้
- SEAFCO มีบริษัทลูกในเมียนมา SEAFCO(Myanmar) ถือหุ้น 80% แต่ปัจจุบันไม่มีการรับงานในเมียนมาแล้ว โดยมีเครื่องจักรที่รอจำหน่าย และนำกลับประเทศไทย
กลุ่มเครื่องดื่ม
- OSP จากยอดขายเมื่อปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท มีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศราว 4.3 พันล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากเมียนมา ประเมินยอดขายอยู่ที่ระดับ 10% ของยอดขายต่างประเทศ ซึ่งขายเป็นสกุลเงินเมียนมา ผ่านบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 85% จึงมองผลกระทบค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจัยกำลังซื้อของผู้บริโภค และการจัดเก็บเงินของคู่ค้า รวมถึงสถานะการณ์ค่าเงินเมียนมา ยังต้องติดตามต่อไป
ทั้งนี้ในงวดไตรมาส 1/65 ยอดขายต่างประเทศเติบโต +17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางเศรษฐกิจอ่อนแอของเมียนมาร์ หลังรัฐประหารในช่วงต้นปี 2564 นอกจากนี้ OSP มีเงินกู้ยืมสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ผ่าน 2 บริษัทร่วม ที่ถือหุ้น 35% ในโรงงานผลิตขวดแก้ว และ 51.8% ธุรกิจจำหน่ายขวดแก้ว
เบื้องต้นจากการสอบถามOSP บริษัทร่วมดังกล่าวมีภาระหนี้ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินไทย (ชำระเงินกู้ครั้งเดียวในอีก 7 ปีข้างหน้า) แม้ภาระหนี้ตามสัดส่วนการถือหุ้นไม่เกินระดับ EBITDA ของ OSP ที่ราว 5 พันล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ OSP อยู่ระหว่างบริหารจัดการภาระดอกเบี้ยจ่ายส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากสุด ผ่านการเจรจากับสถาบันการเงิน ภาพรวมยังคงประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 3.25 พันล้านบาท
- CBG เนื่องจากฝ่ายวิจัยไม่ได้ Coverage โดยโครงสร้างรายได้ปี 2564 ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ราว 33% มาจากการส่งออกไปยัง CLMV (กัมพูชา ลาว สหภาพเมียนมาร์ และเวียดนาม) แต่โครงสร้างการขายมาจากกัมพูชาเป็นหลัก จึงคาดว่ายอดขายจากเมียนมาจะอยู่ในระดับประมาณ 10% ของยอดขาย
กลุ่มธนาคารและการเงิน อิงจากมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังเมียนมาราว 1% ของมูลค่าการส่งออก เบื้องต้นประเมินผลส่วนนี้จำกัด
- AEONTS จะได้รับผลกระทบจำกัด เพราะหลังจากรัฐประหารในเมียนมา เมื่อ ก.พ.64 AEONTS ได้หยุดปล่อยสินเชื่อแล้ว จนปัจจุบันแทบไม่มีสินเชื่อคงค้างในเมียนมาแล้ว
กลุ่มพลังงาน
- PTTEP มีโครงการในเมียนมา อาทิ ซอติก้า, ยาดานา และ เยตากุน เป็นต้น แต่ไม่มีรายการเงินกู้ต่างประเทศสำหรับโครงการในเมียนมา ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อบริษัท ส่วนในด้านรายรับจากโครงการในเมียนมา ทาง PTTEP รับเงินจาก PTT โดยตรงเป็นดอลลาร์เข้าบัญชีในประเทศไทย ดังนั้นไม่มีความเสี่ยงเรื่องการรับเงิน หรือการถูกบังคับให้แปลงเป็นเงินจ๊าด เช่นเดียวกับในด้านรายจ่าย การจ่ายเงินในเมียนมาเป็นจ๊าดทำในประเทศเมียนมา โดยการแปลงเงินดอลลาร์เป็นจ๊าด สำหรับรายจ่ายของโครงการเมียนมาที่เป็นสกุลต่างประเทศ จะทำจ่ายจากบัญชีนอกประเทศเมียนมา ดังนั้นยังสามารถบริหารจัดการได้ตามปกติ
กลุ่มชิ้นส่วน
- DELTA มีโรงงานอยู่ในประเทศเมียนมา พื้นที่การผลิต 4.5 พันตารางเมตร หรือคิดเป็น 2% ของพื้นที่โรงงานทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศของ DELTA โดยโรงงานดังกล่าวผลิตชิ้นส่วนขั้นกลาง แล้วส่งมาประกอบต่อในไทยเป็นหลัก จึงประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด เพราะไม่ได้มีรายได้จากการขายภายนอกมากนัก
นายกฯ นั่งประธานฯ แก้สถานการณ์แก้วิกฤตเศรษฐกิจ น้ำมันแพง
5 สินค้าขายดีบน eBay จากการส่งออกของผู้ขายในประเทศไทย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB